ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในองค์กร โดยเฉพาะเมื่อผู้บริหารมอบหมายงานสำคัญให้กับคนใกล้ชิดหรือญาติพี่น้อง แต่บางครั้งความไว้วางใจนั้นกลับกลายเป็นช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตได้ง่ายกว่าที่คิด คดีที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับบริษัทแห่งหนึ่ง เมื่อผู้จัดการฝ่ายบัญชีซึ่งเป็นญาติของเจ้าของธุรกิจ ใช้ตำแหน่งหน้าที่และความไว้วางใจที่ได้รับ แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวอย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่คดีความที่ศาลตัดสินจำคุกนานถึง 16 ปี
จุดเริ่มต้นของการทุจริต
ผู้จัดการฝ่ายบัญชีรายนี้เป็นทั้งญาติของเจ้าของและพนักงานอาวุโสที่มีอำนาจอย่างกว้างขวาง ดูแลทั้งรายรับรายจ่าย การขาย การจัดซื้อ และดูแลช่าง โดยแทบไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม จึงเปิดโอกาสให้ทุจริตได้ง่าย
วิธีการทุจริตมี 2 รูปแบบหลัก คือ หนึ่ง เปิดบริษัทของตัวเองรับงานประเภทเดียวกับนายจ้าง โดยใช้วัสดุของบริษัทหลักแต่เรียกเก็บเงินเข้าบริษัทตัวเอง ทำให้ต้นทุนตกเป็นของนายจ้างแต่รายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง และสอง แก้ไขเช็คซื้อรถยนต์ในนามบริษัทให้โอนกรรมสิทธิ์ไปอยู่ในชื่อลูกชายแทน ส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าสูง
จุดพลิกผัน เมื่อ iPad เปิดเผยทุกอย่าง
เหมือนดังที่มักกล่าวกันว่า “คนทำผิดย่อมมีพิรุธ” วันหนึ่งพนักงานในบริษัทบังเอิญเห็น iPad เครื่องหนึ่งที่ผู้จัดการใช้ติดต่องานกับลูกค้า และสังเกตเห็นความผิดปกติจึงมาแจ้งผู้บริหาร ในตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นเพียงการรับงานนอกธรรมดา แต่เมื่อเริ่มตรวจสอบอย่างละเอียด ก็พบหลักฐานการทุจริตที่ซับซ้อนกว่าที่คาด ทั้งการยักยอกเงิน การสับเปลี่ยนเช็ค และการนำทรัพย์สินบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและบริษัทของตนเอง
บริษัทจึงนำคดีเข้าสู่ศาลจังหวัดสมุทรสาคร ผลการพิพากษาในชั้นต้น ผู้จัดการฝ่ายบัญชีซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถูกตัดสินจำคุก 16 ปี เนื่องจากมีการกระทำผิดหลายกรรมหลายวาระ ส่วนลูกชายซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ที่ร่วมรับรถยนต์ที่ได้มาโดยมิชอบ ถูกตัดสินจำคุก 2 ปีในข้อหารับของโจร โดยคดีทั้งสองนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป
เมื่อจำเลยพลิกเกม ฟ้องกลับพยาน
จำเลยไม่ได้ใช้สิทธิ์อุทธรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังฟ้องกลับพนักงานที่เป็นผู้แจ้งเบาะแสในคดีนี้อีกด้วย โดยอ้างว่าพนักงานแอบเข้าถึงข้อมูลใน iPad โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 7
กลยุทธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างแรงกดดันและทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเวลาและทรัพยากร บริษัทจึงต้องส่งทนายความเข้าต่อสู้คดีคอมพิวเตอร์แทนพนักงานรายนั้นด้วย
ศาลวินิจฉัย ยกฟ้องคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
ข้อเท็จจริงที่สำคัญในคดีนี้คือ iPad เครื่องดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของบริษัท ไม่ใช่อุปกรณ์ส่วนตัวของจำเลย และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีการล็อคหน้าจอแต่อย่างใด พนักงานทุกคนในบริษัทสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนั้น การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่การล้วงความลับส่วนตัว แต่เป็นการตรวจสอบพฤติกรรมการทุจริตที่เกิดขึ้นในองค์กร
ศาลได้วินิจฉัยว่าการกระทำของพนักงานในกรณีนี้ไม่เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ เพราะไม่มีการแฮก ปลอมรหัสผ่าน หรือเจาะระบบแต่อย่างใด เป็นเพียงการเปิดอุปกรณ์ที่ไม่ได้ล็อคอยู่แล้ว และมีเหตุผลอันสมควรในการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีนี้
บทเรียนสำหรับเจ้าของธุรกิจ
คดีนี้สะท้อนให้เห็นหลายสิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรนำไปคิดทบทวน
ประการแรก ความเป็นญาติไม่ใช่หลักประกันความซื่อสัตย์ การมอบอำนาจโดยไม่มีระบบตรวจสอบคือการเปิดช่องให้ทุจริต
ประการที่สอง ระบบตรวจสอบภายในสำคัญมาก การให้คนคนเดียวดูแลทั้งรายรับรายจ่าย จัดซื้อ และขาย โดยไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ คือความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
ประการที่สาม เมื่อมีเบาะแสต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ เพราะหลักฐานดิจิทัลอาจถูกลบได้ตลอดเวลา
ประการสุดท้าย การฟ้องกลับพยานเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ทุจริตมักใช้ เจ้าของธุรกิจจึงควรพร้อมรับมือและคุ้มครองพนักงานที่กล้าแจ้งเบาะแส
คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า คดีนี้พิสูจน์ว่าการทุจริตแม้วางแผนมาดีเพียงใดก็ถูกเปิดเผยได้ในที่สุด และราคาที่ผู้กระทำผิดต้องจ่ายมักสูงกว่าที่คาดไว้มาก