กู้ยืมเงินกรรมการบริษัทมาใช้! ไม่คืนผิดไหม

การกู้ยืมเงินระหว่างกรรมการบริษัทกับตัวบริษัทเองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดเล็กอย่าง SME แต่หลายครั้งกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่หากขาดเอกสารหลักฐานชัดเจน ซึ่งการนำเงินกรรมการมาใช้แล้วไม่คืนเงินนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ และควรจัดการอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาท วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

ลูกหนี้กรรมการ VS เจ้าหนี้กรรมการ ต่างกันอย่างไร?

ในทางบัญชี คำสองคำนี้มีความหมายตรงข้ามกัน โดย

เจ้าหนี้กรรมการ คือกรรมการนำเงินตัวเองมาให้บริษัทใช้ก่อน บริษัทจึงมีภาระต้องคืนเงิน มักเกิดเมื่อบริษัทขาดสภาพคล่องชั่วคราว

ลูกหนี้กรรมการ คือกรรมการดึงเงินออกจากบริษัทไปใช้ บริษัทจึงมีสิทธิ์เรียกคืน ซึ่งพบบ่อยใน SME ไทย โดยมาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ กรรมการชำระทุนจดทะเบียนไม่ครบตอนจดทะเบียน และกรรมการนำเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวโดยไม่แยกบัญชีให้ชัดเจน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบมากในธุรกิจครอบครัว

ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในความสะดวก

เจ้าของ SME หลายรายมองว่าเงินบริษัทคือเงินตัวเอง โดยเฉพาะผู้ที่ถือหุ้นมากที่สุด แต่ในทางกฎหมายบริษัทเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก เงินบริษัทไม่ใช่เงินส่วนตัว และการนำเงินออกโดยไม่มีสัญญากู้ยืมรองรับอาจก่อปัญหาทางกฎหมายได้

ปัญหาที่พบบ่อยคือกรรมการโอนเงินเข้าออกบัญชีบริษัทตามสะดวก โดยบันทึกเป็นเงินทดลองรับไว้ก่อน พอถึงสิ้นปีก็ไม่มีคำตอบชัดเจนว่าเงินก้อนนั้นคืออะไร เพราะไม่มีเอกสารรองรับตั้งแต่แรก

เมื่อมีนักลงทุนเข้ามา ปัญหายิ่งซับซ้อน

เมื่อมีนักลงทุนภายนอกเข้าร่วมธุรกิจ ปัญหาจะซับซ้อนขึ้นทันที เพราะนักลงทุนย่อมคาดหวังความโปร่งใส หากงบการเงินมีรายการลูกหนี้กรรมการเกิดขึ้น ผู้ถือหุ้นรายอื่นมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่าเงินไปอยู่ที่ไหนและจะเรียกคืนได้หรือไม่

แม้ในทางกฎหมายผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์เรียกคืนเงินตามสัดส่วนหุ้น แต่ในทางปฏิบัติก็ทำได้ยาก เพราะการดำเนินการขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในที่ประชุม หากกรรมการที่ดึงเงินออกไปยังคุมเสียงข้างมากได้ ผู้ถือหุ้นรายย่อยก็แทบไม่มีทางทำอะไรได้

ผิดกฎหมายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเงินไปทำอะไร

ประเด็นสำคัญทางกฎหมายคือ การที่กรรมการนำเงินบริษัทออกไปนั้น ไม่ได้ผิดกฎหมายเสมอไป เพราะต้องพิจารณาที่เจตนาและการใช้งานด้วย

หากเงินนั้นนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของบริษัทจริง เช่น ซื้อรถเพื่อกิจการ จ่ายค่าน้ำมันสำหรับงาน ซื้อวัสดุอุปกรณ์ หรือจ่ายเงินเดือนพนักงาน แม้จะไม่มีสัญญากู้ยืมที่ถูกต้อง ก็ยังไม่ถือว่าเข้าข่ายทุจริต

แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเงินบริษัทถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการ เช่น จ่ายค่าเล่าเรียนบุตร ผ่อนรถหรือบ้านส่วนตัว กรณีนี้ถือว่าเข้าข่ายทุจริต และอาจมีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา

ปัญหาที่ตามมาเมื่อไม่มีสัญญา คือหากต้องฟ้องร้องกันก็ไม่สามารถฟ้องตามสัญญากู้ยืมได้ ต้องไปฟ้องในฐานละเมิดแทน ซึ่งยากกว่ามากทั้งในเรื่องการพิสูจน์และการรวบรวมพยานหลักฐาน

วิธีป้องกันปัญหา 

การป้องกันปัญหาเรื่องเงินระหว่างกรรมการกับบริษัททำได้ไม่ยาก โดยมี 4 แนวทางหลัก คือ

1. ทำสัญญากู้ยืมทุกครั้งที่มีการโอนเงิน ระบุจำนวน วันที่ อัตราดอกเบี้ย และกำหนดคืนให้ชัดเจน หากทำทุกครั้งไม่สะดวก ควรรวบรวมทำเดือนละครั้งและเคลียร์ให้เรียบร้อก่อนสิ้นปี

2. จำกัดอำนาจกรรมการในข้อบังคับบริษัท โดยกำหนดให้การเบิกถอนเงินที่มีนัยสำคัญต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการหลายคนร่วมกัน

3. ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความโปร่งใสและให้กรรมการได้รับการรับรองจากที่ประชุม

4. แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีบริษัทอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการป้องกันปัญหาทั้งหมด

การกู้ยืมเงินระหว่างกรรมการกับบริษัทไม่ผิดกฎหมาย แต่ความเสี่ยงเกิดขึ้นได้เมื่อไม่มีเอกสารรองรับ และอาจกลายเป็นข้อพิพาทใหญ่เมื่อมีนักลงทุนภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง

หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้คือการยอมรับว่า บริษัทและกรรมการเป็นคนละนิติบุคคลกัน ไม่ว่าจะถือหุ้นอยู่มากแค่ไหน และการลงทุนทำเอกสารให้ถูกต้องสักเดือนละครั้งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะธุรกิจที่มีระบบที่ดีและโปร่งใสเท่านั้น จึงจะเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ความรู้เรื่องคดี อื่นๆ