เมื่อกระแสความงามและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กำลังเติบโต ธุรกิจการนำคนไทยไปทำศัลยกรรมในต่างประเทศจึงกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดึงดูดนักลงทุนหลายราย แต่เบื้องหลังความฝันถึงผลกำไรและความสำเร็จ ความเป็นจริงของการทำธุรกิจมักซ่อนความเสี่ยงและความไม่แน่นอนไว้มากมาย และเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ความขัดแย้งระหว่างหุ้นส่วนก็อาจลุกลามบานปลายจนกลายเป็นคดีความที่ส่งผลกระทบต่อทุกฝ่าย
จุดเริ่มต้น บริษัทท่องเที่ยวเชิงความงาม
ราวปี 2564 มีการก่อตั้งบริษัทนำลูกค้าชาวไทยไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีใต้ ธุรกิจนี้ต้องการทั้งเงินทุนและเครือข่ายพันธมิตร จึงมีการชักชวนนักลงทุนเข้าร่วม โดยแบ่งบทบาทเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ กรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น และเอเจนซี่แนะนำลูกค้า ซึ่งแต่ละบทบาทได้รับผลตอบแทนต่างกัน คือเงินปันผลสำหรับผู้ถือหุ้น และค่าคอมมิชชันสำหรับผู้แนะนำลูกค้า
เมื่อธุรกิจเผชิญแรงกดดัน
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเริ่มต้นได้ดี แต่ตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ก็มีการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คู่แข่งรายใหม่ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การรักษาฐานลูกค้าและรายได้เป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด การซื้อสื่อโฆษณา และการจ้างพรีเซนเตอร์ที่จำเป็นต้องลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือตัวเลขกำไรที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของผู้ถือหุ้นบางราย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
ความขัดแย้งที่บานปลาย
เมื่อผู้ถือหุ้นบางส่วนไม่พอใจที่บริษัทไม่มีกำไร จึงเรียกร้องเงินลงทุนคืน พร้อมขู่จะเปิดเผยต่อสื่อและร้องเรียนต่อกองปราบ ฝ่ายกรรมการปฏิเสธ โดยระบุว่าการลงทุนมีความเสี่ยงที่ทุกฝ่ายควรรับรู้และแบกรับร่วมกัน เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้ถือหุ้นจึงยื่นฟ้องกรรมการเป็นคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกง
ผิดสัญญาแพ่ง หรือ ฉ้อโกงอาญา?
นี่คือหัวใจของคดีและเป็นประเด็นที่ทนายฝ่ายจำเลยเน้นย้ำอย่างชัดเจน การฉ้อโกงตามกฎหมายต้องมีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่แรก แต่คดีนี้ต่างออกไป เพราะเงินถูกนำไปใช้ดำเนินธุรกิจจริง มีการจัดตั้งบริษัทและทำสัญญาอย่างถูกต้อง สิ่งที่เกิดขึ้นคือผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด ซึ่งเป็นความเสี่ยงปกติของการลงทุน เหมือนกับโนเกีย โกดัก หรือแม้แต่การบินไทย ที่ล้มเหลวโดยไม่มีใครคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ธุรกิจที่ล้มเหลวไม่ได้หมายความว่ามีการหลอกลวงเสมอไป
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้จึงเป็นเพียง การผิดสัญญาทางแพ่ง ซึ่งมีกระบวนการและช่องทางการเยียวยาตามกฎหมายแพ่งอยู่แล้ว ไม่ใช่การฉ้อโกงทางอาญาแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ถือหุ้นบางรายได้รับประโยชน์ผ่านบริษัทในเครือของตนเองด้วย ซึ่งยิ่งสนับสนุนว่าความสัมพันธ์นี้เป็นเรื่องของนิติสัมพันธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่การหลอกลวง
สถานะคดีความ
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาในชั้นศาล โดยทนายความฝ่ายจำเลยมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ศาลจะวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นเรื่องของการผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งสำคัญที่ต้องเตือนผู้ถือหุ้นฝ่ายโจทก์ด้วย หากท้ายที่สุดศาลตัดสินว่าคดีนี้ไม่มีมูลความผิดทางอาญา ฝ่ายที่ยื่นฟ้องอาจต้องรับผิดในข้อหา ฟ้องคดีอาญาเท็จ และหากมีการเบิกความต่อศาลในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ก็อาจมีความผิดฐานเบิกความเท็จ ซึ่งมีโทษทางอาญาเช่นกัน นั่นหมายความว่าดาบนี้มีสองคม และผู้ที่ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกดดันโดยไม่มีมูล อาจกลับกลายเป็นผู้ถูกดำเนินคดีเสียเอง
หากมีความสงสัยหรือต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้ การปรึกษาทนายความตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะการเลือกช่องทางที่ผิดอาจไม่เพียงแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ แต่ยังอาจนำมาซึ่งความรับผิดทางกฎหมายที่ไม่คาดคิดอีกด้วย