สารบัญเนื้อหา

การตรวจหลักทรัพย์ คืออะไร

การตรวจหลักทรัพย์ คือ การตรวจหลักฐานทะเบียนที่ดินที่ผู้ขอทราบเฉพาะชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล แต่ไม่ทราบรายละเอียดหือเลขที่หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน โดยผู้ขอต้องทราบว่าบุคคล หรือนิติบุคคลมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน แปลงใด ห้องชุดใดบ้าง และอยู่ ณ ที่ใด

     ที่ดิน เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่า และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือหากเคลื่อนย้ายหรือทำลายได้ก็จะทำได้อย่างยากลำบาก ปัญหาคดีความเกี่ยวกับที่ดิน จึงมีทั้งสิทธิ์ที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น สิทธิครอบครองที่ดิน และสิทธิในการอยู่อาศัย รวมถึงการซื้อขายที่จะต้องมีการตรวจกรรมสิทธิ์หรือตรวจหลักทรัพย์ เพื่อช่วยป้องกันปัญหาเกี่ยวกับการซื้อขาย

การตรวจหลักทรัพย์ สำคัญอย่างไร

      การตรวจหลักทรัพย์ หรือพิสูจน์สิทธิในที่ดิน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับบุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้ประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ตามแนวคิดที่เป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญ ดังนี้

1. การพิสูจน์สิทธิในที่ดิน

     เป็นการจัดการความขัดแย้งรูปแบบหนึ่ง รวมทั้งเป็นการให้ความเป็นธรรมกับประชาชนในเชิงแก้ไข โดยความเป็นธรรมในที่นี้ หมายความว่า ความถูกต้อง สภาวะที่ตรงกับความเป็นจริง คือ เป็นความยุติธรรมตามความเป็นจริงด้วย

2. ป้องกัน

     เป็นการไม่ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินกับผู้บุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ ที่อาจมีการบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์

3. การผสมผสานรูปแบบการแก้ไขปัญหา

     โดยอาศัยหลักกฎหมาย นโยบาย และวิทยาศาสตร์มาใช้ควบคู่กันโดยกำหนดให้มีการพิจารณาพยานหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เช่น พยานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุ เป็นต้น

4. เปิดโอกาสให้คู่กรณี

     สามารถรับรู้ข้อมูลนำเสนอพยานหลักฐานใด ๆ หรือโต้แย้งสิทธิในกระบวนการสอบสวน หรือการรวบรวมข้อมูลได้ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด

ใครบ้างมีสิทธิ์ตรวจหลักทรัพย์

การตรวจสอบข้อมูลของบุคคลหรือนิติบุคคลใดว่ามีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ใดบ้าง นั้น การเปิดเผยจะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูลให้ไว้ล่วงหน้า หรือในขณะนั้น เว้นแต่เป็นการเปิดเผยต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมาย มาตรา 24 (8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งได้แก่

  1. เอกชนผู้มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ได้แก่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลถึงที่สุด หรือทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้
  2. หน่วยงานของรัฐ หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม
  3. หน่วยงานของรัฐ ซึ่งอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึง หน่วยงานขิงรัฐที่มีกฎหมายรับรองให้อำนาจในการตรวจสอบหลักทรัพย์

การขอตรวจสอบหลักทรัพย์

     การขอตรวจสอบหลักทรัพย์ มีหลักเกณฑ์ วิธีการในการยื่นคำขอ โดยผู้ขอต้องมีสิทธิตรวจสอบหลักทรัพย์ได้ตามกฎหมาย เช่น คำพิพากษา/คำสั่งศาลถึงที่สุด และแจ้งความประสงค์ว่าขอตรวจสอบเพื่อประโยชน์อย่างไร หรือเป็นการขอตรวจสอบเพื่อขอทราบว่าผู้ที่ขอตรวจสอบมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินหรือห้องชุด​หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นใดหรือไม่ 

หลักฐานประกอบการยื่นคำขอ

  1. บัตรประจำตัวประชาชน​
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. หลักฐานที่แสดงว่ามีสิทธิตรวจสอบหลักทรัพย์ได้ตามกฎหมาย เช่น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลถึงที่สุด

ขั้นตอนการดำเนินการ

  1. ติดต่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เพื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ เบื้องต้นและรับบัตรคิวตามลำดับก่อนหลัง
  2. ยื่นคำขอ สอบสวนผู้ขอว่าเป็นผู้มีสิทธิตรวจสอบหลักทรัพย์ ชำระเงิน ตรวจสอบ
  3. เจ้าพนักงานที่ดินอนุมัติ ถ่ายเอกสาร รับรองสำเนาเอกสาร และแจกเอกสารให้ผู้ขอระยะเวลาดำเนินการ สำหรับระยะเวลาในการขอตรวจสอบหลักทรัพย์ ขั้นตอนที่ 2 – 3 ใช้ระยะเวลาประมาณ  40 นาที 

ค่าธรรมเนียม/ประเภท

  • คำขอ (เก็บตามจำนวนลูกหนี้ที่ขอตรวจสอบ) ประเภทที่ดินสิ่งปลูกสร้าง รายละ 5 บาท ประเภท ห้องชุด รายละ 20 บาท
  • ค่าตรวจสอบข้อมูลด้านทะเบียนที่ดิน จากสื่อบันทึกข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ หรือสิ่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ประเภทที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ครั้ง 100 บาท ประเภท ห้องชุด ห้องชุดละ 100 บาท
  • ค่ารับรองเอกสารที่คัด หรือสำเนา ประเภทที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ฉบับละ 10 บาท ประเภท ห้องชุด ฉบับละ 10 บาท
  • ค่าจัดทำสำเนาจากสื่อบันทึกข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ หรือสิ่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ประเภทที่ดินสิ่งปลูกสร้าง แผ่นละ 50 บาท ประเภท ห้องชุด แผ่นละ 50 บาท
  • ค่ามอบอำนาจ ประเภทที่ดินสิ่งปลูกสร้าง เรื่องละ 10 บาท ประเภท ห้องชุด เรื่องละ 10 บาท

บริษัท สำนักกฎหมายธนกฤช เรามีความชำนาญ ในการสืบทรัพย์บังคับคดี มีประสบการณ์ด้านคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับคดีความ เราบริการให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

สำนักงานกฎหมายธนกฤช

25 ซอยเจริญนคร 36 ถนนเจริญนคร แขวงบางลำภูล่าง กรุงเทพมหานคร 10600

สาระความรู้กฏหมาย

รับเหมาสร้างคอนโด “โดนโกง 30 ล้าน!” อ้างงานไม่เสร็จ

ในวงการก่อสร้าง ความขัดแย้งระหว่างผู้รับเหมาและผู้ว่าจ้างเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะเมื่อมีเงินหลายสิบล้านบาทมาเกี่ยวข้อง คดีที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากผู้รับเหมาไม่มีการเตรียมพร้อมทางกฎหมายตั้งแต่ต้น อาจสูญเสียทั้งงานและเงินโดยไม่มีทางเรียกคืน แต่ในทางกลับกัน หากดำเนินการอย่างถูกต้องและมีหลักฐานครบครัน ศาลก็พร้อมให้ความยุติธรรม ที่มาของคดี คดีนี้เกิดจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ผู้รับเหมารายหนึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานสองส่วนภายในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ อาคารโรงแรม และ Community Mall ซึ่งเนื่องจากลักษณะงานที่แตกต่างกัน จึงมีการแยกออกเป็นสองสัญญาอย่างชัดเจน ระหว่างการก่อสร้าง ปัญหาก็เริ่มปรากฏเมื่อฝ่ายเจ้าของโครงการหรือ Developer เริ่มไม่สามารถชำระเงินค่างวดได้ตามกำหนด ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ผู้รับเหมาจึงเข้าปรึกษาทีมทนายความเพื่อวางแผนเรียกเงินคืนโดยไม่ทำให้สัญญาเสียหาย ขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมาย

ซื้อขายที่ดิน แล้วฟ้องคืน มูลค่า 20 ล้าน!

การซื้อขายที่ดินระหว่างคนในครอบครัวหรือคนที่รู้จักกันมักมาพร้อมกับความไว้วางใจที่มากกว่าปกติ บางครั้งถึงขั้นตกลงกันด้วยวาจาโดยไม่มีเอกสารรองรับ แต่เมื่อผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ที่ดีอาจพังทลายได้ในชั่วข้ามคืน คดีนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการตกลงกันแบบสัญญาใจ โดยไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน อาจนำไปสู่การฟ้องร้องที่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองได้อย่างไร ที่มาของคดี นาย A ได้รับโอนที่ดินมาจากพี่สาวในราคาซื้อขายตามปกติ ที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่ในทำเลดีใกล้ศูนย์กลางเมืองสมุทรสาคร คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 10-20 ล้านบาท ซึ่งนาย A มีแผนจะนำไปพัฒนาจัดสรรเพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต ก่อนโอน พี่สาวได้ฝากความไว้ด้วยวาจาว่า หากนาย A พัฒนาที่ดินแล้วได้กำไรเกินกว่ามูลค่าที่ซื้อขายกัน ขอให้แบ่งเงินส่วนหนึ่งให้กับลูกชายของเธอ เนื่องจากลูกชายอาจจะไม่ค่อยมีรายได้เป็นของตัวเอง

จากหนี้เช็ก 20 ล้าน สู่ “เช็กค้ำประกัน”

ในโลกของการทำธุรกิจ เช็คคือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เมื่อธุรกิจเกิดปัญหาและชำระหนี้ไม่ได้ตามกำหนด เช็คที่เคยเป็นแค่สัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของคดีอาญาได้ทันที คดีนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของการผิดนัดชำระหนี้ธรรมดา แต่เป็นเรื่องของการตีความทางกฎหมายว่า เช็คที่ออกภายใต้เงื่อนไขพิเศษนั้น ถือเป็น “เช็คค้ำประกัน” หรือ “เช็คชำระหนี้” กันแน่ จุดเริ่มต้น หนี้เช็คกว่า 20 ล้านบาท ลูกความรายนี้มีหนี้ที่เกิดจากเช็คหลายใบ รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท เมื่อถึงกำหนดชำระแต่ไม่สามารถจ่ายได้ เจ้าหนี้จึงทยอยนำเช็คแต่ละใบขึ้นเรียกเก็บ และเมื่อเช็คเด้งก็ยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาตามลำดับ ลูกหนี้ถูกไต่สวนมูลฟ้องและตกอยู่ในฐานะจำเลย

ฟ้องรับเหมา “รีโนเวทบ้าน” ทำผิดแบบ บ้านเสียหายยับ

การรีโนเวทบ้านคือความฝันของหลายคนที่อยากปรับโฉมที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น แต่สำหรับเจ้าของบ้านรายหนึ่ง ความฝันนั้นกลับกลายเป็นฝันร้ายที่ยืดเยื้อมานานกว่าปีครึ่ง เพราะการเลือกผู้รับเหมาที่ไม่ได้มาตรฐานและการขาดการควบคุมงานอย่างใกล้ชิด คดีนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่มีคุณค่าสำหรับทุกคนที่กำลังจะว่าจ้างผู้รับเหมาปรับปรุงบ้าน จุดเริ่มต้นของปัญหา เจ้าของบ้านตัดสินใจรีโนเวทและตกแต่งบิวต์อินภายในบ้าน โดยว่าจ้างผู้รับเหมารายหนึ่งพร้อมกำหนดระยะเวลาทำงานไว้ที่ 8 เดือน ระหว่างที่งานดำเนินอยู่ เจ้าของบ้านต้องย้ายสิ่งของทั้งหมดไปฝากโกดัง พร้อมจ่ายค่าเช่าโกดัง และตัวเองก็ต้องไปเช่าคอนโดอยู่ชั่วคราว ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการรีโนเวทครั้งนี้ ช่วงแรกงานดูเหมือนจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่หลังจากผ่านไปเพียงสามถึงสี่งวด สัญญาณอันตรายก็เริ่มปรากฏ ปัญหาที่สะสมจนแก้ไม่ได้ ความผิดพลาดของผู้รับเหมาเกิดขึ้นหลายจุดพร้อมกัน ทั้งในแง่คุณภาพและความตรงต่อเวลา ได้แก่ ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความบกพร่องเล็กน้อย แต่เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของการว่าจ้างอย่างชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไป