การทำธุรกิจข้ามประเทศมักซ่อนความเสี่ยงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะเมื่อคู่ค้าอยู่คนละประเทศ คนละภาษา และคนละระบบกฎหมาย คดีที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ความไม่รู้กฎหมายในประเทศปลายทางอาจทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติเกิดปัญหาที่ไม่คาดฝันได้ และการเลือกใช้ช่องทางกฎหมายที่ผิดประเภทตั้งแต่แรก อาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงกว่าเดิม
เริ่มต้นด้วยทุเรียน จบลงที่ศาล
นักธุรกิจชาวจีนรายหนึ่งเดินทางมาประเทศไทยเพื่อจัดซื้อทุเรียนแช่แข็งส่งกลับจีน โดยติดต่อซื้อขายกับเอเยนต์ฝั่งไทยที่มีคนจีนร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย การซื้อล็อตแรกดำเนินไปอย่างราบรื่น จึงทำให้เขามั่นใจและโอนเงินล่วงหน้าอีก 12 ล้านบาท เพื่อสั่งซื้อสินค้าเพิ่มอีก 4-5 ตู้คอนเทนเนอร์ แต่หลังจากนั้น ของล็อตที่สองก็ไม่มีวี่แววจะมาส่ง
ด้วยความที่พูดและอ่านภาษาไทยไม่ได้เลย เขาจึงต้องพึ่งพาคนรู้จักที่ช่วยดูแลเรื่องวีซ่าและใบอนุญาตทำงานในการหาทนายความ ซึ่งทนายที่ได้รับการแนะนำมาตัดสินใจดำเนินการฟ้องเป็น คดีอาญาข้อหาฉ้อโกง ทั้งที่ข้อพิพาทนี้มีสัญญาซื้อขายที่ถูกต้องรองรับอยู่ ซึ่งโดยหลักแล้วควรเป็นเรื่องของคดีแพ่ง ผลที่ตามมาคือฟ้องผิดตัว ผิดบุคคล จนกระทั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลได้ชี้แนะเองว่าคดีลักษณะนี้เป็นเรื่องทางแพ่ง และหากไม่ถอนฟ้อง อาจถูกฟ้องกลับได้ ฝ่ายโจทก์จึงต้องถอนฟ้องในที่สุด
กลายเป็นคดีอาญา เมื่อฝ่ายตรงข้ามโต้กลับ
หลังจากถอนฟ้อง นักธุรกิจชาวจีนรายนี้จึงมาปรึกษาทีมทนายความของเรา ซึ่งให้ความเห็นชัดเจนว่า กรณีนี้ควรฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกเงินคืน เนื่องจากเป็นการผิดสัญญาซื้อขายโดยตรง เมื่อได้รับมอบหมาย ทีมทนายจึงยื่นฟ้องเรียกคืนเงิน 12 ล้านบาทในทางแพ่ง ทว่าฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ได้นิ่งเฉย พวกเขาโต้กลับด้วยการฟ้องคดีอาญาข้อหาฟ้องเท็จ โดยอ้างว่าการฟ้องร้องคดีอาญาครั้งก่อนนั้นเป็นการกล่าวหาเท็จ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดในจุดนี้ไม่ใช่ตัวบทลงโทษ เพราะโทษของคดีฟ้องเท็จไม่ได้สูงมากนัก และหากรับสารภาพพร้อมเยียวยาความเสียหาย โอกาสที่จะได้รับการรอการลงโทษมีสูงมาก แต่ปัญหาสำคัญคือเรื่องการประกันตัว ศาลไทยมักพิจารณาความเสี่ยงในการหลบหนีของผู้ต้องหาต่างชาติอย่างเข้มงวด เพราะไม่มีทรัพย์สินหรือภูมิลำเนาในไทยเป็นหลักประกัน ต่างจากคนไทยที่อาจใช้หลักทรัพย์ราว 30,000-50,000 บาทก็ได้รับการประกันตัว ความเสี่ยงที่ลูกความชาวจีนอาจถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีจึงเป็นเรื่องที่ทีมทนายกังวลมากที่สุด
พลิกสถานการณ์ในชั้นไต่สวน
ทีมทนายของเราก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ พวกเราได้ลงลึกสืบค้นข้อเท็จจริงและพบสิ่งสำคัญนั่นคือบริษัทของคู่กรณีนั้นแท้จริงแล้วมีคนจีนเป็นเจ้าของตัวจริง แต่ใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทน พยานที่ฝ่ายตรงข้ามส่งมาเบิกความจึงเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจที่ไม่ได้รู้เห็นเรื่องราวทั้งหมดด้วยตนเอง ส่งผลให้การเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องขาดความน่าเชื่อถือ
ทีมทนายเข้าซักค้านอย่างละเอียด และศาลก็มองเห็นภาพรวมของคดีได้ชัดขึ้น โดยพิจารณาว่านักธุรกิจชาวจีนรายนี้ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้เลย การดำเนินการทุกอย่างต้องผ่านคนกลาง และการฟ้องร้องครั้งก่อนเป็นเพียงการใช้สิทธิ์โดยสุจริต ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้ง ผลคือศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ลูกความชาวจีนไม่ต้องเผชิญกระบวนการพิจารณาคดีอาญา และที่สำคัญ ไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื่องการประกันตัวที่หวาดกลัวอยู่
ส่วนคดีแพ่งที่ฟ้องเรียกเงิน 12 ล้านบาทนั้น ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามที่ฟ้อง พร้อมดอกเบี้ย และอยู่ระหว่างรอว่าฝ่ายตรงข้ามจะอุทธรณ์หรือไม่ หากไม่อุทธรณ์ ก็จะดำเนินการสืบทรัพย์เพื่อบังคับคดีต่อไป
บทเรียนจากคดีนี้
คดีนี้สะท้อนความเสี่ยงหลายประการที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต่างชาติในไทยควรตระหนัก ประการแรก การเลือกทนายความที่ไม่เชี่ยวชาญหรือไม่เข้าใจลักษณะคดีตั้งแต่แรก อาจนำไปสู่การดำเนินคดีที่ผิดทิศผิดทาง และเสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และโอกาส ประการที่สอง คดีที่มีสัญญาซื้อขายชัดเจนและมีมูลค่าความเสียหายทางการเงินนั้น โดยทั่วไปควรดำเนินการในทางแพ่งก่อน เพราะการฟ้องอาญาโดยไม่มีมูลเพียงพออาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายผู้ฟ้องเอง
และประการสำคัญที่สุด สำหรับชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทย การเข้าใจกระบวนการทางกฎหมายและเลือกที่ปรึกษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง คือสิ่งที่ไม่ควรประหยัดหรือมองข้ามเป็นอันขาด