การรีโนเวทบ้านคือความฝันของหลายคนที่อยากปรับโฉมที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น แต่สำหรับเจ้าของบ้านรายหนึ่ง ความฝันนั้นกลับกลายเป็นฝันร้ายที่ยืดเยื้อมานานกว่าปีครึ่ง เพราะการเลือกผู้รับเหมาที่ไม่ได้มาตรฐานและการขาดการควบคุมงานอย่างใกล้ชิด คดีนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่มีคุณค่าสำหรับทุกคนที่กำลังจะว่าจ้างผู้รับเหมาปรับปรุงบ้าน
จุดเริ่มต้นของปัญหา
เจ้าของบ้านตัดสินใจรีโนเวทและตกแต่งบิวต์อินภายในบ้าน โดยว่าจ้างผู้รับเหมารายหนึ่งพร้อมกำหนดระยะเวลาทำงานไว้ที่ 8 เดือน ระหว่างที่งานดำเนินอยู่ เจ้าของบ้านต้องย้ายสิ่งของทั้งหมดไปฝากโกดัง พร้อมจ่ายค่าเช่าโกดัง และตัวเองก็ต้องไปเช่าคอนโดอยู่ชั่วคราว ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการรีโนเวทครั้งนี้ ช่วงแรกงานดูเหมือนจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่หลังจากผ่านไปเพียงสามถึงสี่งวด สัญญาณอันตรายก็เริ่มปรากฏ
ปัญหาที่สะสมจนแก้ไม่ได้
ความผิดพลาดของผู้รับเหมาเกิดขึ้นหลายจุดพร้อมกัน ทั้งในแง่คุณภาพและความตรงต่อเวลา ได้แก่
- งานล่าช้าไม่เป็นไปตามกำหนด โดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน
- งานไม่ตรงสเปคที่ตกลงไว้ เช่น ชั้นวางของที่ไม่ได้ขนาดตามแบบ
- การเจาะหินแกรนิตเพื่อติดตั้งอ่างอาบน้ำผิดพลาด จนใส่อ่างอาบน้ำที่ซื้อมาไม่ได้
- ตู้เสื้อผ้าที่ทำมาไม่รองรับการใช้งานจริง แขวนได้เฉพาะเสื้อตัวเล็ก ไม่สามารถใส่เสื้อกันหนาวได้ตามที่กำหนด
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความบกพร่องเล็กน้อย แต่เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของการว่าจ้างอย่างชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไป 8 เดือนล่วงเลยกลายเป็น 1 ปี งานยังคงไม่เสร็จ และในที่สุดผู้รับเหมาก็แจ้งว่าเงินหมดแล้ว พร้อมขอเบิกเงินล่วงหน้าเพิ่มอีก ทั้งที่งานในงวดที่ผ่านมายังส่งไม่ครบตามสัญญา
แนวทางทางกฎหมายที่ดำเนินการ
เจ้าของบ้านจึงตัดสินใจยกเลิกสัญญาและขอคำปรึกษาด้านกฎหมายเพื่อฟ้องเรียกค่าเสียหาย โดยค่าเสียหายที่สามารถเรียกได้ในกรณีนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
- ค่าเสียหายจากงานที่ไม่ได้มาตรฐาน หากปริมาณงานที่ทำได้จริงน้อยกว่าเงินที่จ่ายไป หรืองานที่ทำผิดแบบต้องรื้อทำใหม่ ส่วนต่างตรงนี้สามารถเรียกคืนได้
- ค่าเสียหายที่เกิดจากความล่าช้า ค่าเช่าคอนโดและค่าเช่าโกดังที่ต้องจ่ายเพิ่มเกินกว่า 8 เดือนที่ตกลงไว้ จนยืดเยื้อมาเกือบปีครึ่ง ถือเป็นความเสียหายโดยตรงที่เรียกได้ รวมถึงค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญา ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาล
บทสรุปและข้อแนะนำ
การว่าจ้างผู้รับเหมาโดยขาดการควบคุมที่ดีอาจนำมาซึ่งความเสียหายทั้งด้านการเงินและเวลาอย่างมหาศาล ก่อนที่จะตัดสินใจจำเป็นต้องคิดและวางแผนให้รัดกุมที่สุด ซึ่งมีข้อควรระวังสำคัญสำหรับเจ้าของบ้านที่จะรีโนเวทในอนาคต ดังนี้
- กำหนดขอบเขตงานและสเปคให้ละเอียดชัดเจนในสัญญาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นขนาด วัสดุ หรือมาตรฐานที่ต้องการ
- ติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ หากมีสัญญาณความล่าช้าผิดปกติ ให้ลงไปดูหน้างานจริงทันที อย่ารอให้ปัญหาสะสม
- จ้างผู้เชี่ยวชาญตรวจงาน หากไม่มีความรู้ด้านก่อสร้างหรือไม่มีเวลา ควรจ้างสถาปนิกหรือผู้ตรวจบ้านมืออาชีพเข้ามาช่วยตรวจรับงานในแต่ละงวด
ปัญหาที่เกิดขึ้นในคดีนี้ส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้น หากมีระบบตรวจสอบที่ดีพอ การลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจงานย่อมคุ้มค่ากว่าการต้องมาฟ้องร้องในภายหลัง