การสร้างบ้านสักหลังคือความฝันของหลายคน แต่ก็อาจกลายเป็นฝันร้ายได้ หากเลือกผู้รับเหมาที่ไม่ซื่อสัตย์ คดีที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความเสียหายจากการจ้างผู้รับเหมาที่ผิดพลาดนั้น ไม่ได้จบเพียงแค่บ้านสร้างไม่เสร็จ แต่ยังลุกลามถึงการขโมยทรัพย์สิน การข่มขู่ และการต่อสู้ในชั้นศาลทั้งทางแพ่งและทางอาญา
จากความเชื่อใจสู่ความผิดหวัง
เจ้าของบ้านรายหนึ่งตัดสินใจว่าจ้างผู้รับเหมาสร้างบ้านมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท โดยเห็นผลงานผ่านสื่อออนไลน์ที่ดูน่าเชื่อถือ ทั้งรูปแบบบ้านที่สวยงาม การออกแบบที่โดดเด่น และรีวิวที่ดูดี แต่เมื่อเริ่มงานจริง ก็พบว่าสิ่งที่เห็นในโลกออนไลน์กับความเป็นจริงในไซต์งานนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
ปัญหาแรกที่ตรวจพบคือการเบิกเงินเกินจริง ผู้รับเหมาเบิกค่างวดในปริมาณงานที่ยังทำไม่ถึงตามที่ระบุในสัญญา โชคดีที่เจ้าของบ้านมีทีมที่ปรึกษาโครงการคอยตรวจสอบงานแต่ละงวดอย่างละเอียด จึงจับความผิดปกตินี้ได้ทัน และมีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้รับเหมาแก้ไขตามขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม ผู้รับเหมายืนกรานว่าตนทำถูกต้องแล้ว ไม่ยอมรับฟังและไม่แก้ไขตามที่แจ้ง สุดท้ายความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายก็สิ้นสุดลง และมีการยกเลิกสัญญากัน
การยกเลิกสัญญาที่ไม่จบสวย
การเลิกสัญญาครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างสงบ ผู้รับเหมามีการแสดงพฤติกรรมข่มขู่และคุกคาม ทั้งการใช้วาจาก้าวร้าวและแสดงท่าทีว่าจะใช้กำลัง บรรยากาศในไซต์งานจึงตึงเครียดเป็นอย่างมาก
และแล้วเหตุการณ์ที่เลวร้ายกว่านั้นก็เกิดขึ้น ในวันที่ผู้รับเหมานำรถมาขนย้ายอุปกรณ์ออกจากไซต์งาน โดยไม่แจ้งให้เจ้าของบ้านทราบล่วงหน้า เจ้าของบริษัทไม่ได้มาเอง แต่ส่งลูกน้องมาดำเนินการแทน ในระหว่างนั้น สิ่งของของเจ้าของบ้านที่ซื้อมาเพื่อติดตั้งในบ้านก็ถูกขนไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นประตูไม้สักราคาแพง สุขภัณฑ์ อ่างน้ำ และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ
สิ่งที่ช่วยพลิกสถานการณ์คือ กล้องวงจรปิด ที่เจ้าของบ้านติดตั้งไว้ในไซต์งาน กล้องบันทึกภาพคนงานขนสิ่งของออกไปอย่างชัดเจน เมื่อประกอบกับเอกสารการซื้อของซึ่งระบุว่าสิ่งของเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของเจ้าของบ้าน พนักงานสอบสวนจึงรับคดีนี้เป็นคดีอาญาข้อหาลักทรัพย์ ทำให้นอกจากคดีแพ่งผิดสัญญาแล้ว ยังสามารถดำเนินคดีอาญาได้อีกทางหนึ่งด้วย
การเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง
สำหรับคดีแพ่งนั้น ฝ่ายเจ้าของบ้านมีหลักฐานที่แน่นหนา เนื่องจากตลอดช่วงที่มีการก่อสร้าง ทีมคอนซัลต์ได้บันทึกความคืบหน้าของงานแต่ละงวดไว้อย่างละเอียด เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง จึงสามารถประเมินได้ชัดเจนว่าผู้รับเหมาทำงานจริงไปเท่าไหร่ และเบิกเงินเกินจริงไปมากแค่ไหน
ค่าเสียหายที่เรียกร้องได้ในกรณีแบบนี้ครอบคลุมหลายส่วน ทั้งส่วนต่างจากการเบิกเงินเกินจริง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการจ้างผู้รับเหมารายใหม่มาแก้ไขงานที่ทำไว้ไม่ถูกต้อง และค่าดำเนินการที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเพราะผู้รับเหมาใหม่ต้องการค่าตอบแทนสูงกว่า เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ถูกเบิกไปในงวดแรก ๆ แล้ว ความเสียหายทั้งหมดนี้ฝ่ายที่ผิดสัญญาต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้คดีแพ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการนัดสืบพยาน
บทเรียนสำหรับเจ้าของบ้านทุกคน
สิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เจ้าของบ้านรายนี้มีหลักฐานเพียงพอในการต่อสู้คดี คือการมีทีมที่ปรึกษาโครงการตั้งแต่ต้น ทีมคอนซัลต์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ดูแลคุณภาพงาน แต่ยังทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกหลักฐาน ตรวจสอบความถูกต้องของการเบิกจ่าย และเตรียมเอกสารที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการทางกฎหมายได้
นอกจากนี้ กล้องวงจรปิดในไซต์งานก็มีความสำคัญมาก ๆ เพราะหากไม่มีภาพบันทึกดังกล่าว คดีอาญาก็คงไม่เกิดขึ้น และการพิสูจน์ว่าใครขโมยสิ่งของไปก็จะทำได้ยากกว่ามาก
สำหรับผู้ที่กำลังจะสร้างบ้านหรืออยู่ในระหว่างดำเนินโครงการก่อสร้าง ควรเตรียมตัวในสองด้านควบคู่กันไป ด้านแรกคือการบริหารโครงการ ใช้ที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญตรวจสอบปริมาณงานและการเบิกจ่ายในแต่ละงวด ด้านที่สองคือการเก็บหลักฐาน บันทึกทุกอย่างตั้งแต่ใบเสนอราคา สัญญา รูปถ่ายความคืบหน้า ไปจนถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดสำคัญ
หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยให้ต่อสู้ได้อย่างมีน้ำหนัก ไม่ว่าจะในชั้นเจรจา หรือในชั้นศาลก็ตาม